วิทย์ม.ต้น: เผ่าและชาติ, Dunbar’s Number, แนะนำเว็บปัญหาฝึกสมอง, เล่นกับลม (Coanda และ Magnus Effects)

วันนี้เราคุยกันเรื่องเหล่านี้ครับ

1. มนุษย์เป็นสัตว์สังคมอยู่กันเป็นกลุ่ม มีประโยชน์เรื่องแบ่งงานกันทำและการร่วมมือกันเรื่องต่างๆ ขนาดของกลุ่มอาจจะมีประมาณหลักสิบถึงร้อยเมื่อสมัยมนุษย์ยังไม่มีเกษตรกรรม จำนวนคนในกลุ่มอาจถูกจำกัดด้วยความสามารถของสมองในการเก็บข้อมูลรายละเอียดว่าสมาชิกของกลุ่มแต่ละคนเป็นอย่างไร และสมาชิกแต่ละคนมีความสัมพันธ์อย่างไรกับคนอื่นๆ มีนักมนุษยวิทยาชื่อ Robin Dunbar เสนอว่าสมองคนอาจจะมีข้อจำกัดทำนองนี้ทำให้เรารู้จักคนแบบลึกซื้งได้ประมาณอย่างมาก 150 คน (อาจจะประมาณ 100-200) มีคนเรียกตัวเลขนี้ว่า Dunbar’s Number

คลิปสำหรับเด็กๆที่สนใจครับ:

2. เมื่อมนุษย์มีเกษตรกรรม กลุ่มคนขยายใหญ่ขึ้นอย่างมาก กลายเป็นเผ่า หัวเมือง และชาติ สมาชิกไม่รู้จักกันอย่างลึกซึ้งเท่าตอนเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่อยู่ด้วยกันด้วยด้วยข้อตกลงร่วมกันเช่น ประเพณี, กฏหมาย, ความรักชาติ, ศาสนา ทำให้รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน

3. คนเราในยุคปัจจุบันยังแสดงความรักเผ่าตนเองและเห็นเผ่าอื่นแตกต่างหรือต่ำกว่าเผ่าตน ทำให้เกิดปัญหาต่างๆเช่นเหยียดผิว (racism), ไม่ชอบคนต่างเผ่า/ชาติ (xenophobia), อคติด้านศาสนา ความคิดเหล่านี้อาจเคยมีประโยชน์เมื่อมนุษย์ยังอยู่ในสังคมเล็กๆ และสงครามระหว่างกลุ่มแพร่หลาย แต่ในโลกปัจจุบันที่คนทั้งโลกติดต่อกันได้ง่ายและไม่นิยมสงคราม ความคิดเหล่านี้ก็ล้าสมัยไป

4. ความรักชาติและความคลั่งศาสนาก็มีทั้งประโยชน์และโทษ สมัยที่คนตัดสินเรื่องต่างๆด้วยกำลัง กลุ่มที่รักชาติมากๆหรือคลั่งศาสนามากๆก็จะได้เปรียบ ในยุคที่คนไม่นิยมตัดสินด้วยกำลัง ประโยชน์เหล่านี้ก็ลดลงไป และอาจมีโทษมากขึ้นเพราะทำให้คนสามารถทำเรื่องป่าเถื่อนโดยการอ้างความชอบธรรมว่าทำไปเพราะรักชาติหรือเพราะศาสนาบอกว่าควรทำ

5. ผมแนะนำให้เด็กๆที่สนใจหาหนังสือ Chimpanzee Politics โดย Frans de Waal มาอ่านเพื่อเปิดโลกทัศน์เมื่อมีโอกาสในอนาคต

6. ผมแนะนำเว็บฝึกสมองสำหรับเด็กๆที่สนใจชื่อ Mind Your Decisions ยกตัวอย่างปัญหาเช่น:

7. เวลาที่เหลือเด็กๆเล่นเป่าเทียนตามไปตามผิวสิ่งกีดขวางกันครับ:

เราอาศัยปรากฏการณ์ที่ของไหลเช่นลมหรือน้ำชอบวิ่งไปตามผิวสิ่งกีดขวาง (Coandă effect) เนื่องจากเรามองไม่เห็นสายลม (แม้ว่าจะรู้สึกได้) เราจึงดูสายน้ำแทนครับ มันทำตัวคล้ายๆกัน:

8. ผมมีของเล่นอีกอันให้เด็กๆเล่นกันคือถ้วยบิน มันอาศัยหลักการที่ว่าเวลาลูกบอลหรือทรงกระบอกหมุนๆวิ่งผ่านอากาศ แรงเสียดทานระหว่างอากาศและลูกบอลจะทำให้อากาศด้านหนึ่งเลี้ยวเข้าหาหลังลูกบอลมากกว่าอีกด้านหนึ่ง โดยด้านที่ผิวลูกบอลหมุนไปทางเดียวกับอากาศที่วิ่งผ่านลูกบอล (ก็คือทิศตรงข้ามกับทิศทางการเคลื่อนที่ของลูกบอลนั่นเอง) จะทำให้อากาศเลี้ยวมากกว่า ทำให้ลูกบอลโดนดึงไปทางนั้นครับ

ลูกบอลหรือทรงกระบอกที่หมุนๆ เมื่อวิ่งผ่านอากาศจะเกิดแรงยกหรือแรงกดขึ้นกับทิศทางการหมุนครับ แรงนี้เรียกว่าแรงแมกนัส (Magnus Force) แรงเกิดจากการเลี้ยงของอากาศที่วิ่งผ่านผิวลูกบอลไม่เท่ากันขึ้นกับว่าโดนด้านไหนของลูกบอลที่หมุนๆอยู่ (ภาพจาก wikipedia)

เราเห็นปรากฎการณ์นี้ในกีฬาหลายๆอย่างเช่นฟุตบอล เทนนิส ปิงปอง เบสบอล หรือกีฬาอะไรก็ตามที่มีลูกบอลหมุนๆวิ่งผ่านอากาศครับ ในปืน BB ยิงกระสุนพลาสติกก็ใช้เทคนิคนี้ให้กระสุนวิ่งหมุนแบบ back-spin ให้ลอยอยู่นานๆ เรียกว่า hop-up ครับ

วิธีประดิษฐ์ก็คือเอาถ้วยพลาสติกสองอันมาติดกันที่ก้นถ้วย แล้วใช้หนังยางดีดออกไปให้หมุนๆ เราสามารถทำให้ถ้วยพุ่งตกลงพื้นเร็วๆหรือให้ถ้วยร่อนอยู่ในอากาศนานๆขึ้นกับว่าเราทำให้หมุนแบบไหน แบบ top-spin หรือ back-spin ครับ ดูวิธีทำในวิดีโอที่เคยบันทึกไว้ในอดีตเลยครับ:

9. นอกจากนี้ผมยังแสดงตัวอย่างประมาณพื้นที่สังเคราะห์แสงถ้าเราไม่ต้องการกินสัตว์หรือพืชด้วยครับ ลองประมาณว่าต้องมีพื้นที่รับแสงเท่าไร สรุปคือต้องพื้นที่มากเกินไปถ้าเราจะดำรงชีวิตแบบขยับไปมาอย่างที่เราเป็นครับ:

10. บรรยากาศกิจกรรมวันนี้ครับ:

เด็กๆเป่าเทียนโดยให้ลมวิ่งไปตามผิวสิ่งกีดขวางกันครับ

Posted by Pongskorn Saipetch on Wednesday, September 30, 2020

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.