Category Archives: General Science Info

UFO

ผมบันทึกเสียงสั้นๆวิทยาศาสตร์ทั่วไปในรายการ Sci & Tech ที่วิทยุไทยพีบีเอสเรื่อง UFO เลยเอาสรุปและลิงก์ที่ผู้สนใจเข้าไปดูเพิ่มเติมมารวมไว้ที่นี่ครับ

สรุปคือ:

  1. UFO (ยู-เอฟ-โอ) เป็นคำย่อมาจาก Unidentified Flying Object แปลว่าวัตถุบินที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จริงๆควรจะหมายความถึงอะไรก็ตามที่อยู่ในอากาศและผู้สังเกตยังไม่รู้ว่าคืออะไร (ซึ่งอาจจะเป็นมุมมองแปลกๆของเครื่องบิน โดรน บอลลูน ดาวเทียม เมฆ ดาวศุกร์ ฯลฯ) แต่ความหมายที่ประชาชนส่วนใหญ่คิดถึงคือต้องเป็นยานมนุษย์ต่างดาวแน่ๆ ทำให้เกิดความสับสน
  2. กระทรวงกลาโหมสหรัฐพึ่งปล่อยคลิป UFO ที่ถ่ายโดยกล้องในเครื่องบินรบออกมาสามคลิป กลายเป็นข่าวที่หลายๆสำนักข่าวและผู้คนหลากหลายตีความว่าเป็นหลักฐานมนุษย์ต่างดาว
  3. คลิปเหล่านี้ (เรียกกันว่าชื่อ FLIR, GIMBAL, และ GOFAST) ความจริงหลุดออกมาตั้งแต่ปี 2017 โดยที่สื่อต่างๆเช่นหนังสือพิมพ์และทีวี History Channel ก็ทำข่าวให้ตื่นเต้นให้ตีความว่าน่าจะเป็นยานต่างดาวไปแล้ว แต่ก็มีการวิเคราะห์แล้วว่า FLIR น่าจะเป็นวิดีโอความละเอียดต่ำของเครื่องบิน, GIMBAL เป็นวิดีโอความละเอียดต่ำของเครื่องบินและแสง flare ของกล้อง infrared, และ GOFAST เป็นบอลลูนระดับสูงครึ่งทางระหว่างพื้นน้ำกับเครื่องบินที่ถ่าย ยังไม่มีเหตุผลที่ต้องอธิบายว่าเป็นสิ่งมาจากนอกโลก
  4. การพยายามอธิบายเรื่องที่ไม่รู้ (UFO) ด้วยเรื่องที่เรายิ่งไม่รู้และยิ่งเป็นไปได้ยากเพราะข้อจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ธรรมชาติ (มนุษย์ต่างดาวมาจากดาวอื่นหรือมีการนั่งยานเวลา Time Machine มาให้เราเห็น) ทำให้จินตนาการเตลิดและสนุกสนานไปกันใหญ่ แต่คงไม่น่าตรงกับความจริง เหมือนเราพยายามอธิบายความร้อนในโลกและภูเขาไฟว่าใจกลางโลกมีมังกรไฟยักษ์อาศัยอยู่ การพยายามอธิบายสิ่งที่เรายังไม่รู้ใดๆเราควรจะพยายามอธิบายด้วยความรู้และกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่มนุษยชาติสะสมมาก่อน เมื่อลองทุกอย่างแล้วไม่สำเร็จจึงค่อยหาคำอธิบายที่เป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆมาลอง
  5. พื้นที่ 51 หรือ Area 51 เป็นฐานทัพอากาศลับที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา มีคนเห็น UFO แถวนั้นบ่อยๆมาเป็นเวลาหลายสิบปี หลายๆคนจึงเชื่อทฤษฎีสมคมคิดเรื่องมนุษย์ต่างดาวแถว Area 51 แต่ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า UFO เหล่านั้นน่าจะเป็นเครื่องบินในโครงการลับหลายๆโครงการ เช่น เครื่องบินจารกรรม U-2, เครื่องบินจารกรรม SR-71, เครื่องบินสเตลธ์ F-117, และเครื่องบินทดลองลับอีกหลายๆแบบที่ยังไม่มีชื่อเปิดเผยเป็นสาธารณะ
  6. การผ่าศพมนุษย์ต่างดาวและยานต่างดาวตกที่ Roswell ก็เป็นทฤษฎีสมคบคิดอีกอันหนึ่ง เพราะเมื่อปี 1947 มีบอลลูนพิเศษที่เป็นความลับทางทหารตกแถวนั้น บอลลูนนี้น่าสนใจมากเพราะเป็นบอลลูนที่ถูกออกแบบให้ลอยสูงระดับหนึ่งในชั้นบรรยากาศเพื่อฟังเสียงการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์จากทั่วโลก เนื่องจากความหนาแน่นที่ต่างกันในชั้นบรรยากาศทำหน้าที่นำเสียงจากทั่วโลกให้แพร่กระจายไปได้ไกลๆ (Project Mogul) ส่วนคลิปผ่าศพมนุษย์ต่างดาวเป็นคลิปหลอกที่ถ่ายทำไม่สมจริงอย่างยิ่ง
  7. ด้วยจำนวนดาวนับล้านล้านดวง (10^24 ดวง) ผมคิดว่าต้องมีสิ่งมีชีวิตต่างดาวอยู่มากมายแน่ๆเพราะโลกไม่น่าจะเป็นที่เดียวในจักรวาลที่มีสิ่งมีชีวิต แต่ความจริงสำคัญอีกอย่างคือระยะทางระหว่างดาวมันไกลมากๆ แสงซึ่งมีความเร็วประมาณพันล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมงต้องใช้เวลาเดินทางเป็นปีๆ ดังนั้นโอกาสที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวจะพบกันตัวเป็นๆก็คงไม่มากนัก (ยกเว้นถ้ามีสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็มีแผนสำรวจอยู่) การที่จะพยายามอธิบาย UFO ด้วยยานอวกาศต่างดาวจึงควรเป็นลำดับท้ายๆหลังจากเรา (และมนุษยชาติ) จนปัญญาแล้วเท่านั้น
  8. ที่ผ่านมา UFO มักจะเป็นสิ่งเหล่านี้: เครื่องบิน, โดรน, บอลลูน, เมฆ, ดาวเทียม, ดาวตก, ดาวศุกร์, แสงสะท้อนและภาพลวงตา, ไฟแฟลร์, สัตว์ปีกและแมลง, และภาพปลอมขึ้นมา

ลิงก์น่าสนใจ:

Pentagon releases UFO videos for the record

That Navy UFO Footage Has an Optical Explanation

The Real Story Behind the Myth of Area 51

Exclusive Area 51 Pictures: Secret Plane Crash Revealed

The Area 51 File: Secret Aircraft and Soviet MiGs

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นจะกำหนดขั้นตอนเมื่อสังเกตเห็น UFO

เว็บไซต์ตรวจสอบปรากฎการณ์ประหลาดๆ Metabunk

การนอน

ผมบันทึกเสียงสั้นๆวิทยาศาสตร์ทั่วไปในรายการ Sci & Tech ที่วิทยุไทยพีบีเอสเรื่องการนอน เลยเอาสรุปและลิงก์ที่ผู้สนใจเข้าไปดูเพิ่มเติมมารวมไว้ที่นี่ครับ

สรุปคือ:

  1. การนอนมีความสำคัญมากสำหรับสิ่งมีชีวิต เพราะสัตว์ส่วนมากต่างก็นอนกันทั้งนั้น มีการทดลองกับสัตว์พบว่าถ้าบังคับไม่ให้นอนเป็นเวลานานๆสัตว์จะตายได้ ยังไม่มีการทดลองจนถึงตายกับคนแต่พบว่าคนที่อดนอนหลายๆวันจะมีสุขภาพทางกายและทางจิตแย่มาก
  2. จากการวัดคลื่นสมองขณะที่คนหลับ พบว่าสมองมีการทำงานเป็นวงจรหลับตื้น หลับลึก หลับแบบตาเคลื่อนไหว (REM sleep) อย่างนี้ต่อกันไปหลายๆรอบในการหลับแต่ละครั้ง ช่วงหลับลึกน่าจะเป็นช่วงทำความสะอาดสมองด้วยการชะล้าง ซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ สร้างเนื้อเยื่อ กระดูก และระบบภูมิคุ้มกัน สร้างความจำจากประสบการณ์ตอนตื่น ช่วงหลับตาเคลื่อนไหวน่าจะเกี่ยวกับการเรียนรู้เชื่อมโยงประสบการณ์ แก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์
  3. คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันน่าจะนอนน้อยเกินไปอย่างเรื้อรัง เวลานอนปกติของมนุษย์อาจจะเป็นประมาณ 7-8 ชั่วโมงในเวลากลางคืน รวมกับนอนกลางวันช่วงบ่ายอ่อนๆอีก 1/2 – 1 ชั่วโมง
  4. ถ้ามีอาการหลงลืม มึนๆ ไม่มีสมาธิ ง่วง เครียด ป่วยง่าย ไม่มีกำลัง เรียนรู้ช้า ทักษะการเคลื่อนไหวไม่ดี หิวและอยากกินบ่อยๆ อาจเป็นผลมาจากการนอนไม่พอก็ได้
  5. การนอนน้อยหลายๆวันแล้วไปนอนชดเชยวันอื่นๆจะไม่ได้ผลดีเท่าที่เราอยากให้เป็น ควรพยายามนอนให้เพียงพอทุกวันจะดีกว่ามาก
  6. ปรับปรุงการนอนได้โดย นอนและตื่นให้เป็นเวลาทุกวัน พยายามนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ออกกำลังกาย (แต่เว้นเวลาไว้อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน) หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอลก่อนนอน หลีกเลี่ยงอาหารเย็นปริมาณมากๆ อย่านอนกลางวันนานๆ กันเวลาไว้ประมาณ 15-30 นาทีก่อนนอนเพื่อกิจกรรมผ่อนคลายเช่นอ่านหนังสือ ห้องนอนควรจะมืดไม่ร้อน ไม่เปิดจอต่างๆ (ทีวี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ) ก่อนนอน
  7. ถ้ามีปัญหานอนไม่หลับเรื้อรังควรพบแพทย์ แต่อย่าพึ่งยานอนหลับเป็นระยะเวลานานๆเพราะสมองจะไม่ได้ทำงานที่ควรทำตอนเราหลับ ถ้ามีอาการหยุดหายใจขณะนอน (sleep apnea) ก็หาทางแก้ไขเสีย

ลิงก์น่าสนใจ:

What is the real reason we sleep?

What Are REM and Non-REM Sleep?

หนังสือ Why We Sleep: Unlocking the Power of Sleep and Dreams โดย Matthew Walker

นาฬิกาชีวิตประจำวัน (Circadian Rhythm)

ผมบันทึกเสียงสั้นๆวิทยาศาสตร์ทั่วไปในรายการ Sci & Tech ที่วิทยุไทยพีบีเอสเรื่องนาฬิกาชีวิตประจำวัน เลยเอาสรุปและลิงก์ที่ผู้สนใจเข้าไปดูเพิ่มเติมมารวมไว้ที่นี่ครับ

สรุปคือ:

  1. ร่างกายของเราทำงานเป็นวงจรรอบละประมาณ 24 ชั่วโมง (circadian rhythm) ระดับสารเคมีเช่นฮอร์โมนต่างๆ อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเผาผลาญและการย่อยอาหาร ความสามารถในการคิดและสมาธิ ความง่วงและการนอน จะเปลี่ยนไปตามเวลาระหว่างวัน เปรียบเสมือนร่างกายเรามีนาฬิกาอยู่ภายใน
  2. สิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลก สัตว์ พืช หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวก็แสดงการทำงานเป็นวงจร 24 ชั่วโมง เป็นการปรับตัวด้วยการวิวัฒนาการให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมกลางวันกลางคืนบนโลก มีนักวิจัยได้รางวัลโนเบลเรื่องนาฬิกาในร่างกายประเภทนี้ด้วย
  3. ในร่างกายของเรา การทำงานเป็นวงจรนี้มีอยู่ตั้งแต่ในระดับเซลล์แต่ละเซลล์และระดับอวัยวะของเรา สมองส่วน SCN จะส่งสัญญาณบอกให้ร่างกายส่วนต่างๆทำงานไปด้วยกัน สมองส่วน SCN “รู้ว่าเช้าแล้ว” โดยสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ในตาที่มีความไวต่อแสงสีฟ้า และ”รู้ว่ามืดแล้ว” เมื่อเซลล์ในตารับแสงน้อยลง
  4. คน (และสัตว์ทดลอง) ที่ดำรงชีวิตแตกต่างไปจากวงจรนาฬิกาของร่างกายประจำวันติดต่อกันเป็นเวลานานๆมักจะป่วยหรืออ่อนแอลง เช่นการนอนไม่เป็นเวลา นอนน้อย ทานอาหารไม่เป็นเวลา ทานอาหารทั้งวัน มักจะทำให้รู้สึกเหนื่อย รู้สึกพักผ่อนไม่พอ ง่วงบ่อย น้ำหนักขึ้น ป่วยง่าย และอาจเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ รวมไปถึงโรคทางหลอดเลือดและหัวใจ สมองเสื่อม
  5. สิ่งที่เราน่าจะทำได้ให้เข้ากับนาฬิกาชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นก็คือนอนให้เป็นเวลา นอนให้นานพอประมาณ 7-8 ชั่วโมง เดินกลางแจ้งรับแสงแดดบ้างวันละสัก 10-30 นาที เดินและขยับตัวบ่อยๆ ทานอาหารทุกมื้อในช่วงเวลา 10 ชั่วโมง (เช่นถ้าทานอาหารมื้อแรกตอน 6 โมงเช้าก็ควรทานมื้อสุดท้ายภายในเวลา 16:00, ถ้าทานมื้อแรกตอน 9 โมงเช้าก็ควรทานมื้อสุดท้ายภายใน 19:00 เป็นต้น) อาหารมื้อสุดท้ายควรห่างจากเวลานอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

ลิงก์ที่น่าสนใจ:

รางวัลโนเบลเรื่องกลไก circadian rhythm

Center for Circadian Biology at UCSD

Lamia Lab, Scripps Institute

Regulatory Biology Laboratory, Salk Institute

myCircadianClock app