วัดมุมโดยเอานิ้วบัง, Hubble Ultra Deep Field เล่นกระปุกหลุมดำ

ผมไปทำกิจกรรมวิทย์กับเด็กๆมาครับ เด็กประถมได้รู้จักการใช้นิ้วบังของวัดมุม ได้ดูภาพกาแล็กซีนับพันอยู่ในพื้นที่ถูกบังด้วยเมล็ดข้าวเม็ดเดียว (Hubble Ultra Deep Field) และได้เล่นหยอดเหรียญเข้า “กระปุกหลุมดำ” (vortex piggy bank) กันด้วยครับ เด็กอนุบาลสามก็เล่นกระปุกหลุมดำ มีการแข่งกันว่าทีมไหนทำให้เหรียญโคจรอยู่นานที่สุดก่อนจะตกลงไป

(อัลบั้มบรรยากาศกิจกรรมอยู่ที่นี่นะครับ กิจกรรมประถมคราวที่แล้วเรื่อง “คุยเรื่องดวงจันทร์, หัดใช้นิ้ววัดมุม” ครับ ลิงก์รวมทุกกิจกรรมอยู่ที่นี่นะครับ)

ก่อนอื่นเด็กประถมได้ดูมายากลนี้ครับ ดูเฉพาะตอนแรกที่เป็นกล ยังไม่ดูส่วนเฉลยตอนหลัง แล้วดูเฉลยหลังจากได้พยายามคิดพยายามอธิบายว่ากลแต่ละกลทำอย่างไรกันก่อนครับ กลวันนี้คืออ่านใจคนว่าวาดรูปอะไร:

กิจกรรมนี้ฝีกเด็กๆให้คิดแบบวิทยาศาสตร์ครับ มีการสังเกต การตั้งสมมุติฐานเพื่ออธิบายสิ่งที่สังเกตมา การตรวจสอบสมมุติฐานกับข้อมูลที่สังเกตมา การตั้งสมมุติฐานใหม่เมื่อสมมุติฐานเดิมขัดกับข้อมูล นอกจากนี้เราพยายามให้เด็กๆมีความกล้าคิดและออกความเห็นครับ

ผมสอนเด็กๆประถมให้ใช้นิ้วและมือเทียบขนาดของต่างๆที่อยู่ไกลๆ ให้เหยียดแขนไว้ด้านหน้าแล้วใช้นิ้วและมือวัดมุมตามรูปได้นะครับ (ภาพจาก Measure the sky with your hands):

ภาพจาก Measure the sky with your hands

จะพบว่าดวงจันทร์มีขนาดประมาณครึ่งนิ้วก้อยหรือประมาณครึ่งองศา และขนาดของดวงจันทร์ตอนใกล้ขอบฟ้าและตอนอยู่สูงๆเหนือหัวเราก็มีขนาดเท่าๆกัน

ผมทบทวนเรื่องกาแล็กซีให้เด็กว่ามันคือกลุ่มดาวนับแสนล้านดวงโคจรรอบๆศูนย์กลางกัน ทางช้างเผือกเป็นกาแล็กซีหนึ่งที่ดวงอาทิตย์ของเราเป็นสมาชิก

ตัวอย่างภาพกาแล็กซี อันนี้ชื่อ NGC 4414 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 60 ล้านปีแสง

จากนั้นผมก็ให้เด็กๆดูภาพที่กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลถ่ายที่เรียกว่า Hubble Ultra Deep Field:

ในภาพข้างบน มีกาแล็กซีหลายพันกาแล็กซี แต่อยู่ไกลมากขนาดที่ว่าเราสามารถเอาเมล็ดข้าวมาเหยียดมือถือแล้วจะบังทุกๆกาแล็กซีในรูปได้เลย แสดงว่าจำนวนกาแล็กซีในจักรวาลของเรามีมากมาย (หลายแสนล้าน) โดยที่แต่ละกาแล็กซีก็มีดาวฤกษ์นับแสนล้านดวง จักรวาลจึงมีดาวมากมายและมีขนาดใหญ่มากๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพนี้ดูได้จากคลิปเหล่านี้นะครับ:

จากนั้นผมก็ให้เด็กๆเล่นกระปุกหลุมดำ (Vortex Piggy Bank) ที่ผมซื้อมาจากที่นี่กันครับ ให้เด็กหยอดเหรียญต่างๆกันแล้วสังเกตว่าเหรียญไหนตกลงไปเร็ว เหรียญไหนตกลงไปช้าครับ สำหรับอนุบาลสามให้แข่งกันว่าทีมไหนปล่อยเหรียญให้วนอยู่ได้นานกว่ากันด้วยครับ

วิทย์ม.ต้น: Twaddle Tendency, Collective Learning, สร้างตารางตรีโกณมิติเพื่อวัดระยะทาง

วันพุธสัปดาห์นี้เด็กๆมัธยมต้นเรียนเรื่อง twaddle tendency จากหนังสือ The Art of Thinking Clearly โดยคุณ Rolf Dobelli ที่คนพูดมากๆใช้คำยากๆอาจเกิดจากความคิดที่สับสน และเราควรพยายามสื่อสารให้เรียบง่ายและตรงประเด็น

ผมยกตัวอย่าง Sokal Affair ที่นักวิจัยเขียนบทความมั่วๆใช่คำยากๆส่งไปให้วารสารด้าน postmodern cultural studies ตีพิมพ์ ชื่อบทความว่า “Transgressing the Boundaries: Towards a Transformative Hermeneutics of Quantum Gravity” เป็นตัวอย่างของบางวงการที่ไม่สามารถแยกแยะความจริงความเท็จได้ จึงใช้ twaddle tendency เป็นหลัก

จากนั้นเราก็คุยกันเรื่อง collective learning ของมนุษย์ ซึ่งก็คือการสามารถบันทึกและส่งต่อการเรียนรู้ต่างๆให้แก่กันและกันได้ ทำให้สามารถพัฒนาอย่างรวดเร็ว  เป็นส่วนหนึ่งของ threshold 6 ของ Big History Project ครับ 

คลิปการวิวัฒนาการของมนุษย์:

จากนั้นเด็กๆก็ทำการแก้ปัญหาวัดระยะต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยคราวนี้เราพยายามวัดอัตราส่วนระยะสูงต่อระยะฐานของสามเหลี่ยมมุมฉากที่เราขยับมุมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้เอาข้อมูลนี้เก็บไว้เทียบกับเวลาเราวัดระยะทางโดยการเล็งไปที่เป้าหมายจากสองที่โดยที่แต่ละที่จะมีมุมเล็งต่างกันครับ เราทำโดยวาดเส้นตรงที่มุมต่างๆจากมุมกระดาษ A4 แล้ววัดระยะเอา:

เด็กๆนั่งวาดมุมและวัดระยะทางกัน:

หน้าตาภาพที่ได้จะเป็นประมาณนี้ครับ:

ข้อมูลที่วัดมาได้หน้าตาเป็นแบบนี้ครับ ในที่สุดก็คือค่า tangent ของมุมต่างๆนั่นเอง:

ลิงก์เรื่องอาหารเสริม

วันนี้ผมบันทึกเสียงสั้นๆวิทยาศาสตร์ทั่วไปในรายการ Sci & Tech ที่วิทยุไทยพีบีเอสเรื่องอาหารเสริม เลยเอาสรุปและลิงก์ที่ผู้สนใจเข้าไปดูเพิ่มเติมมารวมไว้ที่นี่ครับ

สรุปคือ:

  1. สรรพคุณที่ประกาศเกี่ยวกับอาหารเสริมมักจะเกินความจริงไปมาก ไม่ค่อยมีผลวิจัยจากผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียยืนยันสรรพคุณเหล่านั้น
  2. คนส่วนมากไม่ต้องการอาหารเสริม ถ้ากินอาหารหลากหลาย ปริมาณไม่น้อยหรือมากเกินไป (หิวก็กิน กินแค่อิ่ม) อาหารไม่จำเจ มีผักผลไม้มากพอ (รวมกันสัก 4-5 ขนาดกำปั้นต่อวัน) ได้รับโปรตีนจากพืชหรือสัตว์บ้าง ก็มักจะไม่ขาดสารอาหารอะไร ไม่จำเป็นต้องทานอาหารเสริม
  3. ถ้ามีอาการผิดปกติต่างๆ ควรตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุก่อน ไม่ควรวินิจฉัยเองแล้วไปซื้ออาหารเสริมกินเอง
  4. ถ้าจะกินอาหารเสริม เลือกว่ามีอย.ก่อน อย่างน้อยก็กรองว่าน่าจะกินได้ ศึกษาว่าควรกินปริมาณเท่าไร และมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง มีข้อห้ามอะไร ถ้าเป็นโรคต่างๆก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนว่ากินอาหารเสริมได้ไหม
  5. กินอาหารเสริมมากเกินไปอาจมีอันตราย ทำให้อวัยวะภายในทำงานหนักขึ้นหรือพังได้ ต้องระวังเรื่องปริมาณ
  6. ถ้ารู้สึกต้องการอาหารเสริมเพราะเหนื่อย ควรพยายามนอนพักผ่อนให้เพียงพอดูก่อน มักจะมีผลดีมากกว่า

ลิงก์ที่น่าสนใจ:

ความรู้เบื้องต้นทั่วไปเกี่ยวกับอาหารเสริม

เว็บดูว่าอาหารเสริมอันไหนมีการทดสอบกับอาการ/โรคอะไรบ้าง และได้ผลหรือไม่

อาหารเสริมที่อาจมีประโยชน์ในบางสถานการณ์:

ควรกินวิตามินและแร่ธาตุไหม:

บันทึกกิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กๆ อยากให้คุณพ่อคุณแม่คุณครูเอาไปประยุกต์เล่นกับเด็กๆเยอะๆครับ :-)