ยาหลอก (Placebo)

วันนี้ผมบันทึกเสียงสั้นๆวิทยาศาสตร์ทั่วไปในรายการ Sci & Tech ที่วิทยุไทยพีบีเอสเรื่องยาหลอก (placebo) เลยเอาสรุปและลิงก์ที่ผู้สนใจเข้าไปดูเพิ่มเติมมารวมไว้ที่นี่ครับ

  1. ยาหลอก (placebo, อ่านว่าพลา-ซี-โบ้) คือสิ่งที่ไม่มีตัวยาในการรักษา (เช่นแคปซูลใส่แต่ผงแป้ง) หรือคือขบวนการรักษาหลอกๆ (เช่นฉีดน้ำกลั่นเข้าเส้นเลือด หรือทำทีว่ามีการรักษาเช่นการกดจุดฝังเข็มมั่วๆ) ใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบว่าการรักษาโรคต่างๆได้ผลหรือไม่ โดยแบ่งผู้ป่วยเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับยาจริงๆ อีกกลุ่มได้รับยาหลอก โดยผู้ป่วยไม่ทราบว่าได้ยาจริงหรือยาหลอกไป ถ้าเปรียบเทียบแล้วสองกลุ่มได้ผลเหมือนกันก็แสดงว่ายาจริงๆที่เอามาทดลองไม่ได้มีผลดีกว่ายาหลอก ถ้าการรักษาจะได้ผลทั้งสองกลุ่มต้องได้ผลต่างกันโดยที่กลุ่มได้ยาจริงต้องมีอาการดีขึ้นกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างชัดเจน วิธีเปรียบเทียบแบบนี้เรียกว่า Randomized Controlled Trial (RTC)
  2. บางครั้งการได้ยาหลอกก็ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น หายปวดหายเจ็บ ในหลายๆโรคที่หายเองได้ด้วยธรรมชาติโรค (เช่นหวัดหรือไข้หวัด) ผู้ป่วยก็อาจคิดว่ายาหลอกที่ได้รับเมื่อป่วยเป็นปัจจัยทำให้โรคหาย
  3. การที่ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นทั้งๆที่ได้รับยาหลอกเรียกว่าผลจากยาหลอก (placebo effect)
  4. นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้แน่ชัดว่าผลจากยาหลอกเกิดได้อย่างไร แต่คาดว่าเกิดจากความคิดความรู้สึกทำให้สมองส่งสัญญาณไปตามที่ต่างๆในร่างกายทำให้ร่างกายมีผลตอบสนอง
  5. อาการปวดอาการเจ็บได้ผลจากยาหลอกมากกว่าอาการอื่นๆ โรคที่เกิดจากเชื้อโรคมักไม่ได้ผลจากยาหลอก
  6. มีการศึกษาฝังเข็มแบบมั่วๆเทียบกับฝังเข็มตามจุดในตำรา พบว่าได้ผลหายเจ็บปวดเท่าๆกัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าการฝังเข็มเป็นยาหลอกประเภทหนึ่งที่ทำให้ร่างกายหายปวดได้เองในบางครั้ง
  7. เมื่อมีคนมาบอกวิธีรักษาโรคให้เราฟัง เราควรคิดเสมอว่าวิธีนั้นๆได้ถูกตรวจสอบโดยการวิจัยเทียบกับยาหลอกหรือวิธีรักษามาตรฐานหรือไม่ (ดูว่ามีการตรวจสอบด้วย RTC หรือไม่) ถ้าไม่มีก็ไม่ควรให้ราคามากแม้ว่าจะมีคนมายืนยันว่าใช้วิธีนั้นๆแล้วหายจากโรค เพราะเราอาจจะได้ยินจากเฉพาะคนที่หายจากโรค (คนตายไม่ได้พูด) หรือโรคหายได้เองตามธรรมชาติในบางคน หรือมีการรักษาด้วยวิธีอื่นควบคู่ไปด้วย หรืออาการดีขึ้นด้วยผลจากยาหลอกก็ได้
  8. Randomized Controlled Trial (RCT) นอกจะใช้ในการศึกษาว่ายามีฤทธิ์จริงๆหรือไม่ ยังถูกนำไปใช้ศึกษาว่านโยบายพัฒนาต่างๆใช้ได้ผลหรือไม่ รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปี 2019 เกี่ยวกับการตรวจสอบนโยบายแบบนี้
  9. ตอนผมเด็กๆ คุณพ่อสอนว่าถ้าอ้าปากไว้จะไม่ปวดปัสสาวะ (ในสถานการณ์นั่งรถไกลๆ) ปรากฎว่าได้ผลจริงๆ แต่เมื่อผมโตขึ้นผมจึงเข้าใจว่าเป็นเทคนิกเบี่ยงเบนความสนใจและทำให้นั่งเงียบๆ เมื่อผมมีลูกผมจึงทดลองบอกเรื่องอ้าปากให้ลูกฟัง ปรากฎว่าใช้ได้ผลกับลูกผมด้วย คาดว่าเป็นผลจากยาหลอกเหมือนกัน

ลิงก์น่าสนใจ:

ผลของยาหลอก (placebo effect):

ตัวอย่างการศึกษาว่ายาหลอกทำงานหรือไม่:

ตัวอย่าง RCT สำหรับการพัฒนาประเทศ:

Esther Duflo ได้รางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์โดยการใช้ RCT เปรียบเทียบนโยบายต่างๆว่าอะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล:

The weird power of the placebo effect, explained

วิทย์ม.ต้น: หัดใช้ SymPy สำหรับโจทย์เลขสัญญลักษณ์, ใช้ Microsoft Math ช่วยแก้และสร้างโจทย์

วิทย์โปรแกรมมิ่งวันศุกร์นี้ สำหรับม.3 ผมให้ดูคลิปโจทย์นี้ก่อน:

โจทย์คือโทรศัพท์ต้องมีรหัสตัวเลขสี่หลัก มีรหัสกี่อันที่ไม่มีเลข 13 อยู่ในนั้น (ดูเฉลยในคลิปได้ครับ) แต่ผมให้เด็กๆเขียนโปรแกรมไล่นับดูด้วย หน้าตาโปรแกรมก็เป็นแบบนี้:

หลังจากทำอย่างนี้ได้ผมก็ถามว่าถ้านับจำนวนรหัสที่ห้ามมีเลข 1 แล้วมีเลข 3 อยู่ด้านหลังโดยอาจมีเลขอื่นๆคั่นอยู่จะนับอย่างไร เด็กๆก็เข้าใจว่าต้องไปเปลี่ยนเงื่อนไขว่าพบเลข 1 และ เลข 3 และเลข 3 ต้องอยู่ด้านหลังเลข 1 แต่เด็กๆไม่รู้ว่าคำสั่งที่ใช้หาตำแหน่งคืออะไร ผมจึงค้นหาในเว็บให้เด็กๆดู พบว่าใช้คำสั่ง find ได้เช่นที่เว็บนี้ พอเรารู้ว่าใช้ find อย่างไร โปรแกรมไล่นับของเราก็จะมีหน้าตาประมาณนี้ครับ:

จากนั้นเด็กๆม.3 ดูตัวอย่างวิธีใช้ SymPy ในโปรแกรมไพธอน ตามตัวอย่างที่หน้านี้ครับ สามารถใช้แก้ปัญหาคณิตศาสตร์แบบติดสัญญลักษณ์ได้ (แก้แบบ symbolic ) หน้าตาก็เป็นประมาณนี้:

ผมได้เล่าเรื่องจำนวนเชิงซ้อน (complex numbers) ให้เด็กๆฟังว่าจริงๆแล้วตัวเลขไม่ได้อยู่บนเส้นจำนวนเท่านั้น ระนาบรอบๆเส้นจำนวนก็มีตัวเลขเต็มไปหมด เลขเหล่านั้นถูกเรียกว่าจำนวนเชิงซ้อน แต่จริงๆมันก็มีตัวตนเหมือนเลขบนเส้นจำนวนนั่นแหละ มีกฎเกณฑ์การบวกลบคูณหารที่แน่นอน กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติและคณิตศาสตร์หลายๆอย่างก็ใช้เลขเหล่านี้ และวิธีคิดถึงตัวเลขเหล่านี้ที่จินตนาการง่ายๆก็คือลากเส้นลูกศรจาก 0 ไปที่เลขต่างๆ การบวกก็เหมือนการเอาลูกศรมาต่อกัน การคูณเหมือนกับเอาทิศทางของลูกศรมาบวกกันแล้วยืดลูกศรลัพธ์ให้ยาวเท่ากับผลคูณของความยาวลูกศรที่เอามาคูณกัน

สำหรับเด็กม.1 ผมให้โหลดโปรแกรม Microsoft Math มาใช้ในโทรศัพท์ สามารถถ่ายรูปโจทย์ต่างๆ หรือเขียนโจทย์ต่างๆเข้าไปให้โปรแกรมแก้ และแสดงขั้นตอนการทำให้ดูได้ด้วย หน้าตาเว็บเขาจะเป็นแบบนี้ครับ:

https://math.microsoft.com

เด็กๆหัดเอา Microsoft Math ไปลองแก้ปัญหาต่างๆ และตอนหลังเขาตั้งโจทย์กันแล้วดูว่า Microsoft Math แก้ได้ไหมด้วยครับ ยกตัวอย่างเช่นโจทย์ว่ามีสัตว์ห้าชนิดคือ ไก่ วัว เต่าทอง แมงป่องพิษ งูพิษ มีสัตว์รวมกัน 80 ตัว มีปีกรวมกัน 120 ปีก มีสัตว์มีพิษ 25 ตัว และมีขารวมกัน 370 ขา ให้หาว่ามีสัตว์แต่ละชนิดกี่ตัว

เราก็เขียนสมการของโจทย์ไปบนกระดาษ แล้วใช้ Microsoft Math ถ่ายรูป จะพบว่าถ้าให้จำนวน ไก่ วัว เต่าทอง แมงป่อง และงู เท่ากับ x y z w v ตามลำดับแล้ว x = (110-8v)/3, y = (4v+20)/3, z = (4v+35)/3 , w = 25-v คือจำนวนไก่ วัว เต่าทอง แมงป่องขึ้นกับจำนวนงู v ที่เราใส่เข้าไป ผมจึงให้เด็กๆเขียนโปรแกรมไล่ว่ามีคำตอบทั้งหมดกี่คำตอบอีกทีครับ คำตอบที่เป็นไปได้คือ x, y , z, w, v ต้องเป็นจำนวนเต็มไม่น้อยกว่าศูนย์ และผมแนะนำให้เด็กๆรู้จักกับฟังก์ชั่น divmod ที่หาผลหารและเศษการหารออกมา เพื่อเราจะได้เช็คว่าผลการหารของเราได้เป็นเลขจำนวนเต็มหรือไม่ หน้าตาโปรแกรมก็เป็นประมาณนี้ พบว่ามี 5 คำตอบ (ตอนเด็กตั้งโจทย์ เขาสร้างตัวเลขขึ้นมาชุดเดียวคือ 10, 20, 25, 15, 10):

จริงๆถ้าเราจะใช้ SymPy แก้ก็ได้เหมือนกันครับ:

วิทย์ม.ต้น: ความคาดหวัง (Placebo, Nocebo), ช่อง YouTube แนะนำ, แอพ PhysPhox

วันพุธสัปดาห์นี้เด็กๆมัธยมต้นเรียนเรื่อง Expectation (ความคาดหวัง) จากหนังสือ The Art of Thinking Clearly โดยคุณ Rolf Dobelli ที่ความคาดหวังต่างๆของเรามีผลกระทบในชีวิตประจำวันอย่างมาก

เด็กๆรู้จัก placebo ที่ร่างกายเราหายป่วยเมื่อคิดว่าได้รับการรักษา แม้ว่าจะไ้ด้ยาปลอมๆที่ไม่มีฤทธิ์อะไร หรือได้ฉีดน้ำกลั่น ความคิดในสมองส่งผลให้ปฏิกิริยาเคมีต่างๆในร่างกายทำงานรักษาตนเองได้ อันนี้เป็นตัวอย่างของความคาดหวังที่มีผลต่อร่างกายจริงๆ (ดังนั้นผมจึงแนะนำให้เด็กๆให้พยายามมีอารมณ์แจ่มใส ยิ้มให้ตัวเองในกระจกตอนเช้า คิดขอบคุณสิ่งต่างๆรอบตัว และเมื่อเจอสถานการณ์แย่ๆให้คิดว่ามันยังแย่ลงได้อีกเยอะ หาทางแก้ไขดีกว่ามานั่งเศร้าขุ่นมัว)

เด็กๆได้รู้จัก nocebo ที่ตรงกันข้ามกับ placebo ด้วย คือการคิดว่าตัวเองจะป่วยแล้วป่วยจริงๆ มีการทดลองที่บอกคนว่าใบไม้ (ที่ไม่มีพิษทำให้คัน) ที่มาลูบแขนจะทำให้คันแล้วคนก็คันจริงๆเป็นต้น

เด็กๆได้รู้จักว่าการทดสอบว่ายาหรือการรักษาหรือปัจจัยต่างๆมีผลดีอย่างที่คิดจริงหรือไม่ต้องทดสอบด้วยวิธีที่เรียกว่า double-blind, randomized, controlled trial เพื่ออย่างน้อยจะไม่ถูก placebo ทำให้คิดว่ายาใช้ได้ผลจริง และให้ระวังยาสมุนไพรที่ไม่ได้ทดสอบจริงจังแบบนี้เพราะอาจมีปัญหาทางความเข้มข้นสารเคมีและผลข้างเคียงต่างๆ

ผมแนะนำให้เด็กๆเข้าไปดูคลิปในช่องที่แนะนำเหล่านี้สัปดาห์ละสองคลิปแล้วเขียนสรุปว่าเรียนรู้อะไรส่งให้ผมอ่าน:

ผมแนะนำให้เด็กๆรู้จักแอพโทรศัพท์ชื่อ phyphox (physical phone experiments) โดยใช้เซนเซอร์ต่างๆในโทรศัพท์ของเราวัดสิ่งต่างๆรอบตัวเช่นความดันอากาศ เสียง แม่เหล็ก ความเร่ง ฯลฯ เราจะเอามาเล่นกันสัปดาห์หน้าครับ วันนี้ลองแกว่งโทรศัพท์เหมือนลูกตุ้มก็ได้ความเร่งเป็นคลื่นหน้าตาแบบนี้ครับ (ดู Linear Acceleration x):

เวลาเหลือนิดหน่อยเราเลยเล่นแรงโน้มถ่วงเทียม ให้สังเกตว่าความเร่งทำงานเหมือนแรงโน้มถ่วงที่มีทิศตรงข้ามกันครับ คลิปและภาพอยู่นี่ครับ:

บันทึกกิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กๆ อยากให้คุณพ่อคุณแม่คุณครูเอาไปประยุกต์เล่นกับเด็กๆเยอะๆครับ :-)