Tag Archives: Aor

บทความแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกจากภรรยาผมครับ

คุณอ้อภรรยาผมไปอ่านบทความเรื่อง Worst Mistakes Parents Make When Talking to Kids แล้วสรุปเป็นภาษาไทยดังนี้ครับ:

“บทความดีๆที่กระตุกให้พ่อแม่อย่างเราต้องคิดว่า ฉันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า “Worst Mistakes Parents Make When Talking to Kids” อ่านแล้วโดนใจ ถึงกับต้องแปลแบบคร่าวๆมาเล่าให้ฟัง

1 พูดมากเกิน พูดเป็นประโยคยาวโน่นนี่นั่นเต็มไปหมด เด็กเก็บข้อมูลไม่ครบค่ะ ควรพูดไม่เกิน 30 วินาที และพูดให้สั้นกระชับ ไม่ใช่แบบตำหนิ ไม่งั้นเด็กจะเริ่มไม่ฟัง อันนี้จริง เพราะเคยอธิบายสอนลูกยาวมาก พอพูดจบปุ๊บ ธีญาเปลี่ยนเรื่องพูดทันที เหมือนกับว่าตอนแม่พูดอยู่..หนูกระโดดไปคิดเรื่องอื่นแล้วแหละ

2 บ่นหรือเตือนซ้ำๆ คือ ถ้าถูกบ่นเตือนซ้ำๆ เด็กจะไม่ทำตามที่บอกหรอก เพราะเด็กเรียนรู้ว่า ไม่เห็นต้องทำเลย..เดี๋ยวแม่ก็เตือนอีกแหละ โดยเฉพาะในเวลาเช้าที่เร่งรีบ ที่ต้องเตรียมชุดพละ อุปกรณ์ดนตรี การบ้าน กระติกน้ำ ทำให้พ่อแม่ต้องคอยเตือนลูกไปหมดทุกสิ่ง อีกห้านาทีก็บ่นลูก ผ่านไปอีกห้านาทีก็เร่งลูก ตัวอย่างที่บรรยายมาก็ราวกับผู้เขียนเคยมานั่งอยู่ในบ้านเราเลยอ่ะ ผู้เขียนบอกว่าคำเตือนพวกนี้เป็นการบอกเด็กทางอ้อมว่า “ลูกไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้หรอก ฟังแม่เท่านั้น หรือให้แม่ทำเลยดีกว่า” ทำให้หล่อหลอมให้เด็กขาดความมั่นใจ ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอด

พ่อแม่ควรบอกว่า “เราจะออกจากบ้านใน 45 นาที ถ้าหนูเอาของไปไม่ครบ หนูคงต้องไปอธิบายกับครูนะคะ” คือ บอกความคาดหวังของแม่ อธิบายของผลที่จะเกิดขึ้น แล้วเด็กจะได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบมากขึ้น..เมื่อเค้าโตขึ้น

3 ใช้วิธีทำให้ลูกรู้สึกผิดจะได้ทำตามที่เราบอก พร่ำพรรณาให้เด็กเข้าใจถึงความเหนื่อยยากของแม่ แต่แม่ก็ต้องเข้าใจว่าเด็กเล็กจะยังไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่ว่าเค้าใจร้าย แต่เพราะเค้าเป็นวัยเด็กที่สนใจแต่ความสนุก ถ้าจะสอนเรื่องเห็นอกเห็นใจ..พ่อแม่เองต้องทำเป็นตัวอย่าง แล้วเด็กจะค่อยๆเรียนรู้ทีละน้อย ถ้ากำลังโกรธอยู่ก็ควรจะคุยกับตัวเองหรือหายใจลึกๆให้อารมณ์เย็นก่อนจะพูดกับลูก โดยการสอนต้องชัดเจน ไม่เวิ่นเว้อ บอกความรู้สึกกับลูก ไม่ใช้อารมณ์ ไม่ตำหนิ ให้โอกาสเด็กที่ลองใหม่ให้วันพรุ่งนี้

4 ไม่ฟังลูก ถ้าเรายังยุ่งอยู่ก็ต้องบอกเด็กให้ชัดเจน เช่น “แม่ทำกับข้าวอยู่ก็เลยยากที่จะฟังหนู ขออีก 10 นาทีเดี๋ยวแม่ไปคุยด้วยนะ” คือให้เด็กรอดีกว่าให้ลูกพูดไปเรื่อยๆแต่เราไม่ต้้งใจฟัง แล้วเวลาฟังก็ต้องมี eye contact มีภาษากายที่แสดงถึงความเข้าใจ

ในบทความยังมีการยกตัวอย่างบทสนทนาที่ไม่ได้ผลทำให้ลูกรู้สึกแย่ แล้วก็แนะนำวิธีพูดที่ควรนำไปใช้ด้วยค่ะ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ เวลาพูดกับเด็กต้องไม่ให้บทสนทนาเป็นแบบ Negative ตำหนิเด็ก เพราะทำให้เด็กต่อต้านและเริ่มพาลสร้างปัญหาอย่างอื่น

ผู้เขียนยังทิ้งท้ายด้วยว่า

พ่อแม่เป็นงานยาก เราทำผิดพลาดกันได้ การสื่อสารกับเด็กนั้นใช้เวลาและพลังของพ่อแม่ เราต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง รู้ว่าถ้าลูกทำอย่างนี้..เราจะต้องจัดการกับลูกอย่างนี้ทันที (Automatic reactions) เราต้องทำให้ Automatic reactions ช้าลง คิดอย่างสนใจความรู้สึกลูกก่อน แล้วค่อยลงมือจัดการ

การให้เด็กรับผลของการกระทำ…สอนให้เด็กได้รู้ถึง limit
การตั้งใจฟังลูกและให้อิสระกับลูกได้ลงมือทำ…สอนเด็กเรื่อง Respect

แต่พ่อแม่ก็ต้องดูแลตัวเองเพื่อให้มีพลังบวกไปดูแลลูก บางทีพ่อแม่ก็ต้องมาจัดลำดับความสำคัญในชีวิตแล้วปล่อยวางบางอย่างไปบ้าง เพราะสุดท้ายเราจะได้บางสิ่งที่คุ้มค่ามากๆ

เอาเป็นว่า ไปอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษอย่างละเอียดด้วยเถิดค่ะ อ้อแปลมาคร่าวๆไม่ละเอียด เป็นบทความที่ตรงประเด็น บทสนทนาที่ยกตัวอย่างในบทความ…น่าจะช่วยความโกลาหลของหลายบ้านได้ค่ะ

ผู้เขียน คือ Melanie Greenberg, Ph.D เป็นนักจิตวิทยาค่ะ”

 

ค่ายเรือใบโดยสมาคมแข่งเรือใบ ที่ศูนย์สมุทรกีฬา สัตหีบ

ค่ายเรือใบ ตุลา 57

กิจกรรมที่เด็กๆป.3-4-5 กลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรมไปมา 17 วันในช่วงปิดเทอมนี้คือค่ายเรือใบที่จัดโดยสมาคมแข่งเรือใบ ศูนย์สมุทรกีฬา สัตหีบครับ สมาคมจะมีหลักสูตรสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ปีละหลายครั้ง สำหรับเด็กจะมีในเดือนตุลาและมีนาที่ตรงกับเด็กปิดภาคเรียนครับ ค่าใช้จ่ายเพียง 2,000 บาทรวมอาหารกลางวัน แต่ที่พักต้องไปหากันเองแถวนั้นนะครับ เด็กอายุ 8 ขวบขึ้นไปก็สมัครได้แล้วครับ

ภรรยาผมบันทึกหลังจากลูกๆกลับมาจากค่ายดังนี้ครับ:

แล้วค่ายเรือใบ 17 วันก็จบลงค่ะ เด็กๆพาผิวสีเข้มกลับมา พร้อมกับเรื่องราวอันทรหด และสนุกสนาน ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ประเมินค่ามิได้ พ่อแม่ทุกคนฟังด้วยความภูมิใจ มองดูพวกหนูเติบโตด้วยความอิ่มเอม ไม่ว่าจะแล่นเรือใบได้เก่งหรือไม่นั้น ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่หนูได้เรียนรู้

Continue reading ค่ายเรือใบโดยสมาคมแข่งเรือใบ ที่ศูนย์สมุทรกีฬา สัตหีบ

ความน่าจะเป็นที่เซ็นทรัล

(ตอนที่แล้ว ความน่าจะเป็นในงานวัด อยู่ที่นี่ครับ)

วันนี้ผมไปทานอาหารกลางวันที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าที่ร้านพูลสินชั้น 1 ใกล้ลิฟท์แก้ว ที่ลานลิฟท์แก้วมีงาน Power Buy ITech World ที่เอาเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ กล้องดิจิตอล และโทรศัพท์มาลดราคา ผมจึงแวะเข้าไปซื้อโทรศัพท์บ้าน เพราะอันเก่ามันใช้ไม่ค่อยได้แล้ว (งานมีถึง 7 กันยา 2553)

 
ขณะที่กำลังดูโทรศัพท์นั้นเอง เจ้าหน้าที่ของงานก็ประกาศว่ามีกล้องดิจิตอลของ Canon 5 เครื่อง มาขายในราคา 994 บาท จากราคาเต็ม 2,990 บาท ถ้าอยากซื้อต้องไปลงชื่อแล้วเขาจะจับฉลากเวลา 14 นาฬิกา (ขณะนั้นเวลา 13:51)
 
ผมมองไปมองมารอบๆ เห็นคนเดินไปลงชื่อคนสองคนเองในสองสามนาทีต่อมา ผมจึงคิดในใจว่าจะลงชื่อดีไหม

Continue reading ความน่าจะเป็นที่เซ็นทรัล

ความน่าจะเป็นในงานวัด

บ้านผมอยู่ใกล้วัดถึงสามวัดด้วยกัน และตอนนี้ก็มีงานวัดอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง

เมื่อวันจันทร์อาทิตย์ภรรยาและลูกๆผมไปเที่ยวงานวัดตอนเย็น ไปพบการปาลูกดอกชิงรางวัลเข้า ด้วยความเข้าใจผิดๆว่าผมปาลูกดอกเก่งมาก (คงเพราะผมปาลูกบอลโฟมเล่นกับลูกๆบ่อยๆ) เลยมาบอกว่าผมควรจะไปล่าตุ๊กตาให้ลูกๆสักวันใดวันหนึ่ง
 
วันนี้มีโอกาสก็เลยยกโขยงกันไปตอนประมาณหนึ่งทุ่ม เราตรงไปยังซุ้มปาลูกดอกทันที ปรากฎว่ามีสามราคา คือ 20 บาท (ปา 7 ลูกต้องโดนทั้ง 7 ลูก) 80 บาท (ปา 2 ลูกต้องโดนทั้ง 2 ลูก) และ 100 บาท (ปาครั้งเดียวให้โดน) ผมเลยเริ่มเล่นแบบ 20 บาททันทีเพราะเสียดายเงิน และเผื่อจะได้ฝึกหัดด้วย แถมถ้าโชคดีอาจฟลุ้คได้ตุ๊กตาเลย
 

 
ผมเล่นไปสามครั้งแล้ว ปาได้ 4/7 5/7 5/7 ไม่มีทีท่าว่าจะได้ตุ๊กตาสักตัว (ต้องการสามตัวให้ลูกสามคน) ผมเลยหยุดคิดว่าเล่นไปเรื่อยอย่างนี้คงจะหมดตัวแน่ อีกอย่างมีความจริงทางคณิตศาสตร์ว่าในเกมที่เราเสียเปรียบ เล่นยิ่งมากครั้งโอกาสฟลุ้คที่จะชนะจะยิ่งน้อย ก็เลยคิดเลขในใจว่าจะเอาไงดีหว่า
 
คิดในใจว่าถ้าผมขว้างได้ 5/7 โอกาสโดนลูกโป่งแต่ละครั้งก็ประมาณ 70% ถ้าขว้างให้โดนสองที โอกาสก็จะเป็น 70% x 70% ซึ่งเท่ากับประมาณ 50% ถ้าจะขว้างให้โดนสี่ทีโอกาสก็กลายเป็น 50% x 50% = 25% ถ้าจะขว้างให้โดนหกทีก็มีโอกาส 25% x 50% = 12.5% ดังนั้นถ้าต้องโดนหมดเจ็ดดอก โอกาสก็เป็นประมาณ 12.5% x 70% = 9% หรือประมาณ 1 ใน 11
 
นั่นหมายความว่า ผมคงต้องเล่นโดยเฉลี่ย 11 ครั้งถึงจะชนะได้ 1 ครั้ง ทำให้ต้นทุนตุ๊กตาต่อหนึ่งตัว = 11 x 20 บาท = 220 บาท
 
ถ้าผมเลือกเล่นแบบเสี่ยงไปเลยแบบปาครั้งเดียว โอกาสที่ผมจะปาโดนก็จะประมาณ 5/7 แสดงว่าผมคงต้องเล่นโดยเฉลี่ย 7/5 = 1.4 ครั้งต่อตุ๊กตาหนึ่งตัว ทำให้ต้นทุนเป็น 1.4 x 100 บาท = 140 บาทต่อหนึ่งตัว
 
ถ้าผมเลือกเล่นแบบเสี่ยงปาสองครั้ง โอกาสที่จะปาโดนสองครั้งจะประมาณ 70% x 70% = 50% ทำให้ผมต้องเล่นโดยเฉลี่ย 1/50% = 2 ครั้งต่อตุ๊กตาหนึ่งตัว ทำให้ต้นทุนเท่ากับ 2 x 80 บาท = 160 บาทต่อหนึ่งตัว
 
แสดงว่าฝีมือปาแบบไม่ค่อยได้เรื่องแบบผมควรจะเลือกปาแบบเสี่ยงทีเดียวไปเลย เพราะต้นทุนโดยเฉลี่ยจะถูกที่สุด
 
น้องที่เฝ้าซุ้มมองผมทำปากมุบๆมิบๆคิดเลขอย่างสงสัย (อาจจะคิดว่าผมบ้าไปแล้ว หรือพยายามใช้คาถาอาคม) พอผมบอกว่าจะเล่นแบบปาทีเดียวร้อยบาทเลยดีไหมเนี่ย น้องก็ชวนให้เล่น บอกว่าถ้าปาพลาดจะให้ปาอีกครั้ง ผมได้ยินก็ลิงโลด แต่ต้องเก็บอาการไว้ แล้วก็บอกว่าโอเคโอเค เล่นแบบนั้นก็ได้
 
พอตกลงจ่ายเงินก็เรียกลูกๆและภรรยามาดู เพื่อเพิ่มความกดดัน และเผื่อปาถูก ผมจะได้เป็นฮีโร่ของลูกๆ หันมายิ้มให้กล้องชูนิ้วโป้งหนึ่งครั้งแล้วหันไปปาเลย
 
โดนเต็มๆสิครับ น้องที่เฝ้าซุ้มไม่ยิ้มเลย ผมเลยรู้สึกว่าไปเบียดเบียนเขา แต่ก็ให้ลูกไปเลือกตุ๊กตามาหนึ่งตัว
 
คิดว่าได้ตัวหนึ่งให้ลูกๆไปแบ่งกันเล่นก็พอแล้ว แต่น้องที่ซุ้มมาชักจูงให้ปาต่อ ผมก็บอกว่าอย่าเลย เดี๋ยวโดนอีกคุณจะขาดทุน (แต่ต้นทุนตุ๊กตาสำหรับซุ้มน่าจะไม่กี่สิบบาทนั่นแหละ) น้องก็บอกว่าไม่เป็นไร ปาอีกเถอะ ผมก็เลยไม่ขัดจ่ายอีก 100 แล้วซัดเลย
 
ได้มาอีกตัว คราวนี้ธีธัชกับธัชธีญาได้คนละตัวแล้ว ธัญญาเริ่มมองเลิ่กลั่กว่าจะได้ตุ๊กตากับเขาไหม
 
แม่อ้อเกิดอาการใจฮึกเหิม เห็นผมขว้างได้ ธีธัชก็น่าจะขว้างได้ เพราะเด็กและผู้หญิงได้ร่นระยะเข้าไปอีก บอกว่าแม่จะลงทุน 100 บาทให้ธีธัชขว้างเอง ธีธัชก็เข้าไปเล็งๆทั้งมือซ้ายและมือขวา (ธีธัชถนัดซ้าย) แล้วก็ขว้างไปด้วยมือซ้าย โดนไปได้อีกตัว ทำให้เด็กๆทุกคนมีตุ๊กตากลับบ้านกันคนละตัวตามจุดมุ่งหมายแต่ต้น
 

 
อนึ่งการเที่ยวงานวัดทุกครั้ง แม่อ้อจะให้งบประมาณเด็กให้ใช้ได้คนละ 60 บาท เพื่อเด็กๆจะได้เลือกเล่นเกมหรือซื้อของ และถ้ามีเงินเหลือเด็กๆก็เอาไปหยอกกระปุกของตนได้ คราวนี้ธีธัชเหลือ 30 บาท ธัชธีญาเหลือ 10 บาท และธัญญาเหลือ 20 บาท