Tag Archives: ตา

ภาพขาวดำกลายเป็นสี! แบบจำลองตา ตัวอย่างประโยชน์คณิต กลไฟฟ้าสถิต

วันอังคารที่ผ่านมาผมไปทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์มาครับ เด็กประถมได้ดูภาพลวงตาอีกนิดหน่อย ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงวิดีโอสดๆให้คนในวิดีโอขยับปากตามที่เราต้องการ (ผมบอกเด็กๆว่าต้องใช้คณิตศาสตร์สร้างของอย่างนี้ เด็กๆสนใจฝีกอีกสักสิบปีก็ทำได้) ได้เห็นภาพลวงตาที่เราเห็นภาพขาวดำเป็นภาพสีเนื่องจากความล้าของเซลล์รับแสงในตาเรา ได้เห็นแบบจำลองดวงตาและจอรับภาพเรตินาข้างหลังที่ทำจากโคมกระดาษญี่ปุ่น เลนส์รวมแสงแบบ Fresnel และพลาสติกจากถุงก๊อบแก๊บ เด็กอนุบาลสามได้เล่นกลสามอย่างด้วยไฟฟ้าสถิตคือใช้มือดูดหลอดกาแฟ ใช้หลอดกาแฟดูดเม็ดโฟม และใช้หลอดดูดกาแฟผลักกันครับ

(อัลบั้มบรรยากาศกิจกรรมอยู่ที่นี่นะครับ คราวที่แล้วเรื่อง “ข้อจำกัดของประสาทสัมผัสสำหรับประถม กลความดันอากาศสำหรับอนุบาล” ครับ)

สำหรับเด็กประถม ผมให้ดูภาพนี้ก่อนเลยครับ มันเป็นภาพถ่ายลวงตาที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต ให้ดูว่ามีอะไรผิดปกติไหม ผมบอกว่าคนส่วนใหญ่จะรู้สึกแปลกๆแต่มองไม่ออกว่าอะไรทำให้แปลก แต่ถ้าเฉลยปุ๊บจะเห็นปั๊บ แล้วจะกลับไปมองเห็นอย่างเดิมไม่ได้เลย จะเห็นแบบที่เฉลยไปตลอด เชิญทดลองมองดูครับ ผมจะเฉลยข้างล่างภาพ:

เห็นอะไรผิดปกติไหมครับ
เห็นอะไรผิดปกติไหมครับ

Continue reading ภาพขาวดำกลายเป็นสี! แบบจำลองตา ตัวอย่างประโยชน์คณิต กลไฟฟ้าสถิต

ข้อจำกัดของประสาทสัมผัสสำหรับประถม กลความดันอากาศสำหรับอนุบาล

เมื่อวันอังคารผมไปทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์มาครับ เด็กประถมได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับข้อจำกัดของประสาทสัมผัส ได้พบว่าตาเรามีจุดบอดที่รับแสงไม่ได้ ได้เข้าใจว่าตาของเราและสัตว์อื่นๆน่าจะเห็นสีแบบต่างๆกันเพราะลักษณะลูกตาและเซลล์รับแสงมีหลายแบบต่างๆกัน และได้ทดลองพบว่าผิวหนังของเราตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแต่วัดอุณหภูมิโดยตรงได้แย่มากครับ เด็กอนุบาลสามได้หัดเล่นกลน้ำไม่ไหลออกจากแก้วด้วยความดันอากาศครับ

(อัลบั้มบรรยากาศกิจกรรมอยู่ที่นี่นะครับ คราวที่แล้วเรื่อง “สารพันมายาสำหรับประถม กลความดันอากาศสำหรับอนุบาล” ครับ)

สัปดาห์นี้เด็กประถมได้เรียนรู้เกี่ยวกับข้อจำกัดของประสาทสัมผัสต่อจากสัปดาห์ที่แล้วครับ กิจกรรมแรกคือจุดบอดในดวงตาของเราทุกคน ผมให้เด็กๆเขียนตัวหนังสือหรือสัญญลักษณ์เล็กๆให้ห่างกันสัก 10 เซนติเมตรในแนวบรรทัดเดียวกัน

จากนั้นถ้าเราจะหาจุดบอดในตาขวา เราก็หลับตาซ้าย แล้วใช้ตาขวามองตัวหนังสือตัวซ้ายไว้นิ่งๆ จากนั้นเราก็ขยับกระดาษเข้าออกให้ห่างจากหน้าเราช้าๆ ที่ระยะๆหนึ่งเราจะไม่เห็นตัวหนังสือตัวขวา นั่นแสดงว่าแสงจากตัวหนังสือตัวขวาตกลงบนจุดบอดเราพอดี
 

ถ้าจะหาจุดบอดในตาซ้าย เราก็ทำสลับกับขั้นตอนสำหรับตาขวา โดยเราหลับตาขวาแล้วใช้ตาซ้ายมองตัวหนังสือตัวขวาไว้นิ่งๆ อย่ากรอกตาไปมา แล้วเราก็ขยับกระดาษให้ใกล้ไกลหน้าเราช้าๆ ที่ระยะหนึ่งตัวหนังสือตัวซ้ายจะหายไปเพราะแสงจากหนังสือตัวซ้ายตกลงบน จุดบอดตาซ้ายของเราพอดี

ถ้าท่านไม่มีกระดาษลองใช้ตัวหนังสือข้างล่างนี่ก็ได้ครับ แต่อาจต้องขยับหน้าเข้าใกล้จอคอมพิวเตอร์หน่อย:
 
 
A                                                                                              B
 
 
ลองหลับตาซ้ายแล้วใช้ตาขวามองตัว A ดู ตอนแรกท่านจะเห็นตัว B ด้วย แต่ถ้าขยับหน้าเข้าใกล้จอคอมพิวเตอร์ที่ระยะที่เหมาะสม อยู่ๆตัว B ก็จะหายไป และท่านก็จะเห็นพื้นขาวแถวๆนั้นแทน

Continue reading ข้อจำกัดของประสาทสัมผัสสำหรับประถม กลความดันอากาศสำหรับอนุบาล

แป้งข้าวโพดเต้นระบำ การวิวัฒนาการของตา การหักเหและสะท้อนของแสง

 

อัลบั้มภาพการเรียนการสอนอยู่ที่นี่ครับ

ถ้าสงสัยว่าไม่เห็นรูปหรือวิดีโอ เข้าไปดูที่เว็บ http://witpoko.com/ นะครับ ส่วนใหญ่ถ้าอ่านในเมล์จะไม่เห็นวิดีโอครับ

(คราวที่แล้วเรื่อง “คุยกันต่อเรื่องตา แบบจำลองตา การสะท้อนและหักเหของแสง” ครับ)

วันอังคารที่ผ่านมานี้ผมไปสอนเด็กๆกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรม กลุ่มบ้านเรียนเฟิร์น และอนุบาลบ้านพลอยภูมิครับ วันนี้เด็กอนุบาลสามได้เล่นโคลนที่ทำจากแป้งข้าวโพด (Oobleck) ที่เป็นของเหลวเมื่อปล่อยไว้เฉยๆแต่จะเปลี่ยนเป็นของแข็งเมื่อถูกกดหรือบีบหรือกวน และเมื่อวางไว้บนแผ่นพลาสติกที่สั่นสะเทือนบนลำโพง Subwoofer ก็จะเต้นไปมาครับ เด็กประถมต้นไ้ด้เรียนรู้เรื่องตาต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้เห็นตาหลายชนิดที่มีความซับซ้อนต่างๆกัน และลักษณะที่ตาแบบต่างๆมองเห็น เด็กๆได้ลองมองภาพด้วยกล้องรูเข็มซึ่งมีลักษณะการทำงานเหมือนตาของหอยงวงช้าง (Nautilus) เด็กประถมปลายได้ทดลองยิงแสงเลเซอร์ใส่ปริซึมแล้วบันทึกสิ่งที่เห็น ได้เห็นการสะท้อนเมื่อแสงวิ่งจากน้ำไปอากาศที่มุมที่ชันไม่พอ

สำหรับเด็กอนุบาลสามผมผสมแป้งข้าวโพดกับน้ำให้เป็นโคลน โดยเอาแป้งข้าวโพดใส่ถ้วยแล้วค่อยๆเทน้ำลงไปทีละน้อยแล้วคนให้เข้ากัน แป้งข้าวโพดจะมากกว่าน้ำประมาณสองเท่า เมื่อผสมกันเรียบร้อยแล้วก็ให้เด็กๆเอานิ้วและตะเกียบกดหรือคนดู ถ้ากดช้าๆมันจะไหลเป็นของเหลวและนิ้วเราจะจมลงไปได้ ถ้ากดแรงๆมันจะแข็งตัวเป็นของแข็งและนิ้วเราจะติดอยู่ที่ผิว

สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าโมเลกุลของแป้งข้าวโพดเป็นเส้นใยยาวๆ เวลาเราเอาแป้งข้าวโพดไปละลายน้ำให้ข้นๆเหมือนโคลน โมเลกุลยาวๆของมันจะลอยอยู่ในน้ำ พันกันยุ่งๆ ไขว้กันไปมา ถ้าเราเอานิ้วหรือตะเกียบคนช้าๆ โมเลกุลจะมีเวลาค่อยๆขยับผ่านกัน เราจึงไม่รู้สึกถึงแรงต้านมากนัก เหมือนกับคนของเหลวธรรมดา แต่ถ้าเราเอานิ้วหรือตะเกียบไปคนเร็วๆ โมเลกุลจะไม่มีเวลาขยับผ่านกัน มันจะยังพันกันเกี่ยวกันอยู่ แรงต้านที่นิ้วหรือตะเกียบจะเยอะมาก เราจะเห็นว่าเจ้าแป้งข้าวโพดละลายน้ำกลายเป็นของแข็งทันทีเมื่อเราไปคนมันเร็วๆ

นอกจากใช้นิ้วกดแล้วเรายังสามารถใช้คลื่นเสียงแทนนิ้วเราได้ด้วยครับ วิธีทำคือหาลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่มีช่องลมมา แล้วเอาแผ่นพลาสติกวางไว้บนช่องลม เทโคลนแป้งข้าวโพดบนแผ่นพลาสติก แล้วปล่อยเสียงความถี่ต่ำๆใส่ลำโพง อากาศที่ช่องลมจะสั่นสะเทือนตามสัญญาณเสียงทำให้แผ่นพลาสติกสั่น แล้วทำให้โคลนแป้งข้าวโพดสั่นไปมาดูเหมือนสัตว์ประหลาดครับ

ถ้าเรามีงบประมาณเยอะๆ เราสามารถผสมแป้งข้าวโพดเป็นตันๆแล้วใส่อ่างใหญ่ๆให้คนลงไปวิ่งไปกระโดดได้ครับ คลิปข้างล่างเป็นคลิปจากมาเลเซียที่เขาผสมโคลนมา 8,000 ลิตรแล้วให้คนไปวิ่งข้างบนครับ: Continue reading แป้งข้าวโพดเต้นระบำ การวิวัฒนาการของตา การหักเหและสะท้อนของแสง

คุยกันต่อเรื่องตา แบบจำลองตา การสะท้อนและหักเหของแสง

 

อัลบั้มภาพการเรียนการสอนอยู่ที่นี่ครับ

ถ้าสงสัยว่าไม่เห็นรูปหรือวิดีโอ เข้าไปดูที่เว็บ http://witpoko.com/ นะครับ ส่วนใหญ่ถ้าอ่านในเมล์จะไม่เห็นวิดีโอครับ

(คราวที่แล้วเรื่อง “เริ่มเรียนเรื่องตา การทดลองลูกบอลตก และหลอดกระดาษจอมพลัง” ครับ)

วันอังคารที่ผ่านมานี้ผมไปสอนเด็กๆกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรมและกลุ่มบ้านเรียนเฟิร์น  วันนี้เด็กประถมต้นได้ส่งการบ้านวาดรูปส่วนประกอบตา ดูวิดีโอจำลองการมองเห็นของสัตว์ต่างๆ (เหยี่ยว แมว หมา ผึ้ง หนู) ได้เห็นว่าภาพเกิดที่จอรับภาพด้านในหลังตาเกิดอย่างไร (เป็นภาพกลับหัว) โดยดูจากอุปกรณ์จำลองทำจากโคมกระดาษ แว่นขยาย และถุงก๊อบแก๊บ ได้เห็นภาพสิ่งประดิษฐ์ประมาณแปดสิบปีมาแล้วเพื่อช่วยฟังหาเครื่องบิน ส่วนเด็กประถมปลายได้ดูการสะท้อนแสงเลเซอร์ และได้เข้าใจว่ามุมการสะท้อนแสงมีความสัมพันธ์อย่างไร (มุมตก = มุมสะท้อน) ได้รู้จักจานสะท้อนแบบพาราโบลิค ได้รู้จักดาวเทียมแบบที่โคจรไปพร้อมๆกับโลกหมุน (Geosynchronous orbit) ได้เห็นการหักเหของแสงผ่านปริซึม และเมื่อแสงผ่านอากาศไปแก้วไปน้ำ ได้เห็นว่าแสงสีต่างๆกันหักเหไม่เท่ากัน ทำให้เราเห็นสีรุ้งได้ เด็กๆทั้งสองระดับชั้นได้ดูคลิปการยกและเคลื่อนย้ายสิ่งของเล็กๆด้วยคลื่นเสียงด้วยครับ

สำหรับเด็กประถมต้น ก่อนอื่นเด็กๆส่งการบ้านที่ให้ไปวาดรูปส่วนประกอบต่างๆของตาครับ เด็กๆไปหาดูรูปในอินเตอร์เน็ตและวาดตามได้ จากนั้นผมก็นอกเรื่องให้เด็กๆดูคลิปวิดีโอนี้แล้วให้เด็กๆเดาว่าคืออะไรครับ:

เด็กๆดูสองรอบแล้วก็เริ่มเดาได้ครับว่าเป็นการใช้คลื่นเสียงยกและขยับสิ่ง ของเล็กๆไปมา ผมอธิบายเพิ่มว่านักประดิษฐ์เขาส่งคลื่นเสียงจากหลายๆลำโพงเข้าจนเกิดเป็นคลื่นนิ่ง (Standing Wave) ส่วนตรงกลางที่วัตถุลอยอยู่จะเป็นส่วนที่อากาศสั่นน้อยหรือไม่สั่นขณะที่ รอบๆมีการสั่นของอากาศเยอะ ทำให้วัตถุลอยอยู่ในบริเวณที่อากาศไม่ค่อยสั่น

ต่อจากนั้นเด็กๆก็ได้ดูวิดีโออีกอัน โดยผมเริ่มให้ดูตอนเวลา 1:24 นาทีจนจบก่อน แล้วให้เด็กๆเดาว่าคืออะไร:

มีเด็กบางคนเดาว่าน่าจะเป็นรังมดซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตกลงมันคือวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ไปสำรวจรังมด (ที่เขาบอกว่าเป็นรังร้าง) โดยเทปูนซีเมนต์เหลวๆลงไปหลายตัน รอให้ปูนแข็งตัว แล้วขุดดูว่ารังมดมีลักษณะอย่างไร รังนี้อลังการมากครับ Continue reading คุยกันต่อเรื่องตา แบบจำลองตา การสะท้อนและหักเหของแสง

เริ่มเรียนเรื่องตา การทดลองลูกบอลตก และหลอดกระดาษจอมพลัง

 

อัลบั้มภาพการเรียนการสอนอยู่ที่นี่ครับ

ถ้าสงสัยว่าไม่เห็นรูปหรือวิดีโอ เข้าไปดูที่เว็บ http://witpoko.com/ นะครับ ส่วนใหญ่ถ้าอ่านในเมล์จะไม่เห็นวิดีโอครับ

(คราวที่แล้วเรื่อง “เรียนเรื่องเสียงต่อ ใช้โปรแกรม Tracker เล่นบูมเมอแรงกระดาษ” ครับ)

วันอังคารที่ผ่านมานี้ผมไปสอนเด็กๆกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรม กลุ่มบ้านเรียนเฟิร์น และอนุบาลบ้านพลอยภูมิครับ วันนี้สำหรับเด็กอนุบาลสาม ผมเอากระดาษ A4 มาม้วนเป็นทรงกระบอกแล้วใช้เป็นขาตั้งรับน้ำหนักมากๆเช่นโต๊ะไม้ทั้งตัวครับ สำหรับเด็กประถมต้น เราเริ่มเรียนเรื่องตากัน โดยสังเกตตาของตัวเองและเพื่อนๆ นับขนตา (ได้ข้างละร้อย-ร้อยกว่าเส้นต่อหนึ่งตา รวมขนตาบนและขนตาล่าง) ได้ดูรูรับแสง (pupil) ที่เป็นรูกลมให้แสงเข้าไปในตาได้ รวมถึงอธิบายว่าทำไมถ่ายภาพมีแฟลชในที่แสงน้อยๆตาเราจึงแดงและผู้ผลิตกล้องทำอย่างไรถึงลดตาแดงได้ สำหรับเด็กประถมปลายเราถ่ายภาพการตกของลูกบาสและลูกเทนนิสแล้วมาเปิดดูทีละเฟรมด้วยโปรแกรม Tracker กัน ได้เรียนรู้ว่าถ้าไม่มีแรงต้านอากาศ ของต่างๆจะตกลงมาเหมือนๆกันโดยดูวิดีโอลูกบอลเหล็กและขนนกในโหลแก้วที่สูบอากาศออก และได้ฟังคำอธิบายจากกฎแรงโน้มถ่วงและกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น นอกจากนี้เด็กๆประถมปลายยังได้ดูตัวอย่างการเริ่มต้นธุรกิจบน Kickstarter.com โดยเราดูปืนกลหนังยางและปากกาแม่เหล็กกันครับ

สำหรับเด็กอนุบาล ผมเอากระดาษ A4 มาม้วนเป็นท่อทรงกระบอกให้แน่นๆ แล้วเอาเทปกาวติดสามแห่งที่ปลายทั้งสองข้างและตรงกลางไม่ให้กระดาษคลายตัว จากนั้นผมก็เอากระดานแข็งพาดไว้ให้หลอดกระดาษสามหลอดเป็นขาตั้ง แล้วเอาของหนักๆไปวางให้เด็กๆลุ้นกันว่าจะวางไว้ได้ไหมกันครับ

เราสามารถวางกล่องสีหนักๆรวมกับเบาะนั่งหลายอันได้ สามารถเอาโต๊ะไม้หนักๆที่เด็กๆใช้วาดรูปมาวางก็ได้ แต่เมื่อจะเอาโต๊ะไม้สองตัววางขาตั้งกระดาษก็ล้มลงครับ ปกติกระดาษ A4 หนึ่งแผ่นที่ม้วนเป็นทรงกระบอกแน่นๆจะรับน้ำหนักกดในแนวตั้งได้อย่างน้อย 5 กิโลกรัมครับ สามกระบอกก็รับได้ 15 กิโลกรัมถ้าเราวางน้ำหนักดีๆไม่ให้เอียงแล้วล้มพับไปทางใดทางหนึ่ง

วางสี
วางสี+เบาะนั่ง
พยายามวางโต๊ะ
สำเร็จ!

 ผมเคยถ่ายทำวิดีโอการเล่นแบบนี้ไว้เมื่อหลายปีมาแล้วครับ: Continue reading เริ่มเรียนเรื่องตา การทดลองลูกบอลตก และหลอดกระดาษจอมพลัง

คุยกับเด็กๆเรื่องตา ภาพลวงตา เซลล์ร็อดและเซลล์โคน

 

อัลบั้มภาพการเรียนการสอนอยู่ที่นี่ครับ

ถ้าสงสัยว่าไม่เห็นรูปหรือวิดีโอ เข้าไปดูที่เว็บ http://witpoko.com/ นะครับ ส่วนใหญ่ถ้าอ่านในเมล์จะไม่เห็นวิดีโอครับ

(คราวที่แล้วเรื่อง “ใครๆก็ชอบอุกกาบาต วัดปริมาตรมือ และเล่นกับเสียง” ครับ)

วันอังคารที่ผ่านมานี้ผมไปสอนเด็กๆกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรม กลุ่มบ้านเรียนเฟิร์น และอนุบาลบ้านพลอยภูมิครับ วันนี้เราคุยกันเรื่องตา เซลล์รับแสง (เซลล์ร็อดและเซลล์โคน) และภาพลวงตาครับ

เราเริ่มกันด้วยการดูภาพลูกตาและส่วนประกอบต่างๆ โดยเนื้อหาตอนเริ่มต้นจะคล้ายๆกับที่พูดไปปีที่แล้ว จึงขอยกที่บันทึกปีที่แล้วมาที่นี่นะครับ วันนี้ที่ทดลองเพิ่มเติมก็คือการทำให้เซลล์รับแสงในตาล้าให้เราเห็นภาพลวงตาดังที่จะกล่าวต่อไปครับ

ก่อนอื่นผมก็คุยเรื่องตาของเราก่อนครับ เรามองเห็นได้โดยแสงวิ่งไปกระทบกับจอรับแสง (เรตินา, Retina) ที่ด้านหลังข้างในลูกตา แต่บังเอิญตาของคนเราวิวัฒนาการมาโดยมีเส้นเลือดและเส้นประสาทอยู่บนผิวของจอรับแสง เมื่อจะส่งสัญญาณไปตามเส้นประสาทไปยังสมอง เส้นประสาทจะต้องร้อยผ่านรูอันหนึ่งที่อยู่บนจอรับแสง รอบบริเวณรูนั้นจะไม่มีเซลล์รับแสง ดังนั้นถ้าแสงจากภายนอกลูกตาไปตกลงบนบริเวณนั้นพอดี ตาจะไม่สามารถเห็นแสงเหล่านั้นได้ บริเวณรูนั้นจึงเรียกว่าจุดบอด หรือ Blind Spot นั่นเอง

จุดบอดหรือ Blind spot อยู่ตรงที่เส้นประสาทรวมกันเป็นเส้นลากจากภายในลูกตาออกมาด้านหลัง ไปยังสมองในที่สุด
(ภาพจาก http://transitionfour.wordpress.com/tag/blind-spot/)
ตาของปลาหมึกทั้งหลายจะไม่มีจุดบอดแบบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างเราครับ เนื่องจากเส้นประสาทของปลาหมึกอยู่หลังจอรับแสง จึงไม่ต้องมีการร้อยผ่านรูในจอรับแสงแบบตาพวกเรา
 
วิธีดูว่าเรามีจุดบอดก็ทำได้ง่ายมากครับ แค่เขียนตัวหนังสือตัวเล็กๆบนแผ่นกระดาษสองตัว ให้อยู่ในแนวบรรทัดเดียวกันแต่ห่างกันสักหนึ่งฝ่ามือ จากนั้นถ้าเราจะหาจุดบอดในตาขวา เราก็หลับตาซ้าย แล้วใช้ตาขวามองตัวหนังสือตัวซ้ายไว้นิ่งๆ จากนั้นเราก็ขยับกระดาษเข้าออกให้ห่างจากหน้าเราช้าๆ ที่ระยะๆหนึ่งเราจะไม่เห็นตัวหนังสือตัวขวา นั่นแสดงว่าแสงจากตัวหนังสือตัวขวาตกลงบนจุดบอดเราพอดี

ถ้าจะหาจุดบอดในตาซ้าย เราก็ทำสลับกับขั้นตอนสำหรับตาขวา โดยเราหลับตาขวาแล้วใช้ตาซ้ายมองตัวหนังสือตัวขวาไว้นิ่งๆ อย่ากรอกตาไปมา แล้วเราก็ขยับกระดาษให้ใกล้ไกลหน้าเราช้าๆ ที่ระยะหนึ่งตัวหนังสือตัวซ้ายจะหายไปเพราะแสงจากหนังสือตัวซ้ายตกลงบนจุดบอดตาซ้ายของเราพอดี

 
ถ้าท่านไม่มีกระดาษลองใช้ตัวหนังสือข้างล่างนี่ก็ได้ครับ แต่อาจต้องขยับหน้าเข้าใกล้จอคอมพิวเตอร์หน่อย:
 
 
A                                                                                              B
 
 
ลองหลับตาซ้ายแล้วใช้ตาขวามองตัว A ดู ตอนแรกท่านจะเห็นตัว B ด้วย แต่ถ้าขยับหน้าเข้าใกล้จอคอมพิวเตอร์ที่ระยะที่เหมาะสม อยู่ๆตัว B ก็จะหายไป และท่านก็จะเห็นพื้นขาวแถวๆนั้นแทน
 
ที่น่าสนใจก็คือสมองเราจะมั่วเองขึ้นมาเลยว่าเราควรจะเห็นอะไรตอนที่แสงจากตัวอักษรตกลงบนจุดบอดพอดี แทนที่จะเห็นจุดดำๆเพราะไม่มีแสงตรงจุดบอด สมองวาดรูปให้เสร็จเลยว่าควรจะเห็นสีพื้นข้างหลังของตัวอักษร

Continue reading คุยกับเด็กๆเรื่องตา ภาพลวงตา เซลล์ร็อดและเซลล์โคน