Category Archives: Recommended Book

หนังสือเปลี่ยนชีวิต (1): The Feynman Lectures on Physics

ตอนผมอายุ 16 ปี ผมได้พบกับหนังสือ The Feynman Lectures on Physics Vol. 1 เป็นครั้งแรกที่ร้านโอเดียนสโตร์สยามสแควร์ ตอนนั้นหนังสือปกสีแดงๆ ผมเริ่มหัดอ่านภาษาอังกฤษจริงๆจังๆมาได้สองปีแล้วเริ่มด้วยการอ่านนิยายผีๆภาษาอังกฤษ (เรื่องแรกที่อ่านจบทั้งเล่มคือ The Omen ภาคสาม ไปซื้อถูกๆที่สนามหลวง) พอเห็นหนังสือ Feynman สีแดงสดจึงเปิดดู อ่านไปสักพักก็ติดเลย ชอบมาก ซื้อมาราคา 441 บาท อ่านและคิดตามก่อนนอนเกือบทุกคืน  ผู้เขียนพูดถึงการเข้าใจธรรมชาติด้วยวิทยาศาสตร์โตยเฉพาะฟิสิกส์ จึงวางแผนจะไปเรียนฟิสิกส์กับ Feynman ที่มหาวิทยาลัย California Institute of Technology (Caltech) ให้ได้ ผมตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษและอ่านแต่ Textbooks ตลอดปีม.5 ในวิชาด้านวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเพื่อเตรียมตัว ในที่สุดก็ได้ไปเรียนที่ Caltech แต่ตอนที่ไป Feynman ป่วยมากแล้ว และเสียชีวิตหลังจากผมไปถึงไม่นาน

ถ้าไม่เจอหนังสือนี้ ผมก็คงเรียนหมอตามที่สอบเทียบติดที่เชียงใหม่ไปแล้ว และก็คงเป็นหมอที่ไม่ได้เรื่องนักเนื่องจากนิสัยผมไม่เหมาะกับอาชีพเสียสละอย่างนั้นเอาเสียเลย และก็คงไม่มีเวลาทำกิจกรรมวิทย์กับเด็กๆอย่างที่ผมชอบได้

วันนี้เห็นฉบับพิมพ์ใหม่ที่ Kinokuniya สยามพารากอนครับ เห็นแล้วตื้นตัน

สำหรับผู้สนใจ สามารถอ่าน Online ได้ที่ http://www.feynmanlectures.caltech.edu/ นะครับ

หนังสือแนะนำสองเล่มครับ

ปลายเดือนจะมีงานหนังสือลดราคาอีกแล้ว ผมเลยขอโอกาสแนะนำหนังสือน่าอ่านสองเล่มนะครับ

เล่มแรกคือ “ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล” โดยคุณ วินทร์ เลียววาริณ เป็นหนังสือที่ทุกคนควรได้อ่านก่อนต้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ต่างๆในโรงเรียน เพราะหนังสือจะเป็นไกด์ว่านักวิทยาศาสตร์สนใจธรรมชาติไปทำบ้าอะไร (คนทั่วไปมักเข้าใจว่านักวิทยาศาสตร์คือคนที่ชอบหมกมุ่นอยู่กับสูตรต่างๆ และศึกษาเรื่องลึกซึ้งที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ หรือไม่ก็สร้างของมาขายเพื่อหาเงิน แต่จริงๆแล้วนักวิทยาศาสตร์มักจะเป็นพวกนักชอบสำรวจและผจญภัยต่างหาก เพียงแต่เป็นการสำรวจและผจญภัยในเรื่อง ideas คือการสำรวจและผจญภัยจะเกิดในสมอง ด้วยการสังเกตและเดาว่าธรรมชาติทำงานอย่างไร และหาทางตรวจสอบด้วยการทดลองและการสังเกต ว่าเดาถูกหรือเปล่า เวลาเจออะไรแปลกๆแล้วเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ทำงานอย่างไร นักวิทยาศาสตร์จะมีความสุขมาก)
จากคำแนะนำที่เว็บของหนังสือครับ:
เดาไม่ออกใช่ไหมว่านี่เป็นหนังสืออะไร เรื่องนี้มีองค์ประกอบของคน ปลา ลิง มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ล่องหน ไอน์สไตน์ พีระมิด หมอดู ฮวงจุ้ย นอสตราดามุส แอตแลนติส สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ผี บุพเพสันนิวาส หลุมดำ การเดินทางไปดาวดวงอื่น ฯลฯ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนสนามฟุตบอล

ยิ่งงงกว่าเดิม? เฉลย! หนังสือเล่มนี้เป็นการตั้งคำถามเชิงปรัชญา อภิปรัชญา ศาสนา จักรวาลวิทยา ฯลฯ โดยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์และหลัก กาลามสูตร ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้นานมาแล้ว



คนเราเกิดมาทำไม? มนุษย์ต่างดาวสร้างพีระมิดจริงไหม? พรหมลิขิตกำหนดชีวิตเราจริงหรือ? ไสยศาสตร์ ฮวงจุ้ย หมอดู ฯลฯ เชื่อถือได้แค่ไหน? ผีมีจริงไหม? สวรรค์นรกอยู่ที่ใด? คนเราไม่มีศาสนาได้หรือเปล่า? บุพเพสันนิวาสมีจริงหรือ? คำตอบอยู่ในสนามฟุตบอลแห่งนี้ …

ผมซื้อหนังสือเล่มนี้ไม่ต่ำกว่า 20 เล่มแจกคนรอบข้างในหลายปีที่ผ่านมา จนผมจำไม่ได้ว่าให้ใครไปบ้าง เอาเป็นว่าถ้าผมยังไม่เคยให้ท่าน ท่านไปหาซื้ออ่านดูเองนะครับ 😀
อีกเล่มคือ “ประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง” ที่แปลมาจาก “A Short History of Nearly Everything” โดย Bill Bryson เป็นหนังสือที่เล่าว่าเรารู้อะไรบ้าง รู้ได้อย่างไร แต่ส่วนใหญ่เป็นประวัติศาสตร์สนุกๆของการค้นพบต่างๆ อ่านแล้วจะเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น มีเรื่องเกี่ยวกับความโชคดี ความโชคร้าย นิสัยดี นิสัยเสียของเหล่านักวิทยาศาสตร์หลายๆคน ผมซื้อฉบับภาษาอังกฤษแจกไป 3 เล่ม และฟัง Audio Book จบไปสองรอบแล้ว ยังสนุกเหมือนเดิม ผมไม่เคยอ่านเล่มภาษาไทยจนจบ แต่เท่าที่ลองอ่านบางส่วนดู คิดว่าน่าจะแปลใช้ได้ครับ ที่สำคัญเป็นหนังสือที่คนเขียนมีอารมณ์ขัน และผมมักจะหัวเราะทุกๆหน้าสองหน้า เป็นยาคลายเครียดอันวิเศษครับ
ผมแนะนำหนังสือสองเล่มนี้ เพราะผมเป็นห่วงว่าเด็กไทยเรียนหนังสือไปแล้วดูเหมือนจะเสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะไปเข้าใจว่าคณิต/ฟิสิกส์/เคมี/ชีวะคือสูตรและข้อมูลท่องจำต่างๆที่ต้องเรียนเพื่อสอบ และเมื่อสอบเสร็จก็จำไม่ได้เลยว่าได้ศึกษาอะไรไป แทนที่จะได้เรียนรู้ธรรมชาติแบบสุนทรีย์ และคิดทำอะไรต่อยอดขึ้นไปอีก ถ้ามีคนอ่านหนังสือสองเล่มนี้อย่างกว้างขวางอาจจะเปลี่ยนวิธีคิด วิธีเรียนรู้ หรือชะตากรรมของเด็กๆในอนาคตได้บ้าง
เวลาผมสอนอะไรเกี่ยวกับวิทย์และคณิตผมจะพยายามแทรกเรื่องประวัติศาสตร์ของเรื่องที่เรียนเข้าไปด้วย จะได้มีบริบทว่าเรื่องเหล่านี้น่าสนใจอย่างไร ถึงมีคนมาค้นคว้าจนเป็นเรื่องราวให้เราได้เรียนกัน รางวัลสูงสุดของผมคือเมื่อเด็กอนุบาลสามบอกผมว่า “พ่อโก้ครับ สุดยอดเลยครับ!” เมื่อผมเอาแม่เหล็กไปทำการทดลองต่างๆกับเด็กๆ และเด็กป.1 ถามผมว่า “พ่อกาลิเลโอ ชื่ออะไรคะ” เมื่อเราทำการทดลองเรื่องลูกตุ้มนาฬิกา และเมื่อผมตอบว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่เราน่าจะหาได้ ผู้ถาม (เด็กป. 1!!!) ก็ไปค้นหาแล้วมาบอกผมสัปดาห์ต่อไป (ชื่อ Vincenzo ครับ)
ปล. ผมชอบวิทยาศาสตร์เพราะผมเป็นคนชอบเรื่องเล่าต่างๆ (นิทาน นิยาย ข่าวซุบซิบ) และเรื่องการทำงานของธรรมชาติเป็นเรื่องราวที่วิเศษมาก มีความจริงที่ตรวจสอบได้ มีความสวยงาม ผูกกันเป็นเรื่องราวอย่างแยบยล มีหักมุมและ punch line เจ๋งๆเสมอๆ

มีหนังสือมาแนะนำอีกแล้วครับ

เล่มนี้ชื่อ “เอาตัวรอดด้วย ทฤษฏีเกม” เขียนโดยคุณ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ ครับ เก๊าเพื่อนผมบอกว่าเป็นเรื่องที่เด็กนักเรียน (และผู้ใหญ่) ทุกคนควรเรียนรู้ เพราะมีประโยชน์มากในการตัดสินใจในชีวิต ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ อ่านง่าย และราคาไม่แพง คุ้มมากครับ ผมซื้อ 3 เล่มแล้วแจกไป 2 แล้ว
สารบัญครับ:

กำเนิดทฤษฎีเกม…..๑๑
๑. เกม…..๑๕
๒. กลยุทธ์เด่น…..๒๗
๓. ความลำบากใจของจำเลย…..๓๘
๔. จุดสมดุลของแนช…..๕๐
๕. เกมปอดแหก…..๖๒
๖. เกมแห่งความร่วมใจ…..๗๐
๗. สุ่มกลยุทธ์…..๗๖
๘. ความน่าเชื่อถือ…..๘๒
๙. การต่อรอง…..๙๒
๑๐. เกมกับค่าจ้าง…..๑๐๖
๑๑. เกมกับธุรกิจ…..๑๑๘
๑๒. เกมกับตลาดหุ้น…..๑๒๗
บทส่งท้าย….๑๔๑

คุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ มีหนังสือน่าสนใจอื่นๆอีกหลายเล่มที่ http://www.dekisugi.net/ ครับ

— – —- – —– ———
ผมคิดว่า บท “ความลำบากใจของจำเลย” (Prisoners’ Dilemma) เป็นตัวอย่างสำคัญว่ามนุษย์จะทำให้กฏแห่งกรรมทำงาน และทำให้สังคมน่าอยู่ได้อย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยครับ

ข่าวน่าชื่นใจ

เด็กออสเตรเลียอายุ 14 ปี (เป็นนักดนตรีพังค์ร็อคด้วย) เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยชายอายุ 54 ปีที่เป็นลมตกลงไปในรางรถไฟ

เขาเรียนรู้เรื่องแรงลมดูดจากการเคลื่อนที่ของรถไฟจากรายการ Myth Buster ด้วย!

ฝูงปลาโลมาเข้าช่วยคนที่ถูกฉลามขาวกัด โดยว่ายน้ำล้อมรอบคนไม่ให้ฉลามเข้าใกล้

คุณสงสัยไหมว่าทำไมสิ่งมีชีวิตถึงช่วยเหลือกัน ถ้าสงสัยอาจจะอยากอ่านหนังสือที่ผมเคยแนะนำเรื่อง The Evolution of Cooperation

ศาสนาเป็นผลจากจริยธรรมที่มีอยู่แล้วในตัวคน(และสัตว์)ที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ไม่ใช่เหตุ (ดังนั้นควรระวังเวลาศาสนากลายพันธ์และเป็นโทษกับมนุษยชาติด้วย จงเชื่ออะไรอย่างมีเหตุผล ไม่งมงาย)